เหยื่อค้ามนุษย์ชาวฟิลิปปินส์ เผย โดนทำร้ายทุบตี – ช็อตไฟฟ้า ชี้ มีห้องดำที่มีการทรมานทุกรูปแบบ
เหยื่อค้ามนุษย์ชาวฟิลิปปินส์ เผย ถูกหลอกมาทำงานฝั่งไทย ก่อนข้ามไปเป็นสแกมเมอร์ฝั่งเมียนมา โดนทำร้ายทุบตี – ช็อตไฟฟ้า ก่อนตัดสินใจหนี และได้รับการช่วยเหลือ ชี้ มีห้องดำที่มีการทรมานทุกรูปแบบ
เปิดใจเหยื่อค้ามนุษย์ชาวฟิลิปปินส์ ที่กองกำลังกะเหรี่ยงประชาธิปไตย D.K.B.A. ได้ส่งตัวมายังฝั่งไทยเมื่อวันที่ 12 ก.พ. ที่ผ่านมา และเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง NRM แล้ว ก่อนเดินทางจากกลับประเทศ โดยในมีจำนวน 16 คน เป็นเพศชาย 8 คน และเป็นเพศหญิง 8 คน
หนึ่งในเหยื่อสแกมเมอร์ชาวฟิลิปปินส์ กล่าวว่า ตนเองถูกชักชวนให้มาทำงานในประเทศไทยพร้อมกับเพื่อนคนอื่น จึงเลยเดินทางมาด้วยกัน มาจนถึงที่ อ.แม่สอด จ.ตาก จากนั้นมีทหาร แต่ไม่ได้บอกว่าทหารอะไร พาข้ามชายแดนไปทางช่องทางข้ามแม่น้ำไป พอข้ามไปแล้วก็มีคนมาสัมภาษณ์ตนเอง แล้วก็โชว์รูปสถานที่ทำงานให้ดู แล้วมีทหารมารับพาไปที่ทำงาน
เหยื่อรายดังกล่าว เล่าอีกว่า คนที่ชวนเขามาทำงาน ยืนยันว่าจะได้ทำงานในประเทศไทย โดยตนเองไม่รู้เลยว่าจะต้องไปทำงานที่เมียนมา และไม่รู้ว่าจะต้องไปทำงานเป็นสแกมเมอร์ ซึ่งตนเองทำงานอยู่ได้ 6 เดือน ไม่มีเงินเดือน ไม่มีวันหยุด ทำงาน 16 – 18 ชั่วโมงต่อวัน ถ้าไม่ทำตามคำสั่ง หรือทำยอดได้ตามเป้า ก็จะถูกทำโทษ แต่คนผิวดำ ที่เป็นเหยื่อต้องทำงาน 22 ชั่วโมงต่อวัน ในการหาเบอร์ และเลือกเบอร์ ซึ่งมากกว่าตนเอง
ส่วนรูปแบบการทำงานนั้น ต้องไปชวนผู้หญิง มาลงทุนคริปโตเคอเรนซี่ โดยบริษัทสแกมเมอร์จะให้เบอร์ติดต่อกับคนที่จะไปชวนมาลงทุน โดยเป็นการพูดคุยผ่านแอพต่าง ๆ และต้องชวนให้ลงทุน 100 – 200 ดอลลาร์ หรือหลักพันดอนลาร์ ซึ่งรูปแบบธุรกิจที่ให้ชวนลงทุน จะเปลี่ยนไปทุกเดือน ทั้งคริปโต อเมซอน และติ๊กต็อก เป็นการเปลี่ยนรูปแบบในการหลอกลงทุน โดยชีวิตในแต่ละวันจะตื่น กิน ทำงาน นอน เท่านั้น ซึ่งกลุ่มพวกตนเองไม่ได้รับการอนุญาติให้ออกไปนอกตึก ไม่เช่นนั้นจะถูกทำโทษ บางทีการทำโทษก็เป็นการให้ไปวิ่งออกกำลังกาย 10 รอบ บางทีก็สก็อตจั๊ม ทำแบบนั้นไปเรื่อย ๆ
ทั้งนี้ ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ อาจจะ 400 – 1000 คน แต่ส่วนมากที่สุดคือ คนจีน และส่วนตัวก็หวังว่า จะไม่มีฟิลิปปินส์เหลืออยู่ในนั้นแล้ว เพราะมันไม่ปลอดภัยสำหรับพวกเขา และตอนนี้ตนเองปลอดภัยแล้ว ก็รู้สึกมีความสุข ตนเองรอเวลามานานมากเพื่อจะถูกนำตัวมาสู่การช่วยเหลือ อีกทั้งส่วนตัวยังเคยเห็นคนจีนทำร้ายคนจีนด้วยกันจนตายด้วย
ด้านเหยื่ออีกราย เปิดเผยว่า ในบริษัทที่ตนเองทำงานอยู่มีทั้งชาวฟิลิปปินส์และชาวต่างชาติ เราต่างโดนทำโทษ โดนทุบตี ซึ่งทำให้เราตัดสินใจที่จะหนีออกมา โดยได้วางแผนหนีหลบหนีเป็นเวลา 3 คืน โดยมีคนจากหลากหลายสัญชาติที่หนีออกมาพร้อมกัน ซึ่งถูกจับได้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเราถึงมีร่องรอยบาดแผลอยู่บนร่างกาย ทั้งบริเวณแขนและบริเวณหลัง
เหยื่อรายนี้ ยังเล่าถึงการเริ่มต้นมาทำงานว่า ตนเองเดินทางจากประเทศฟิลิปปินส์ไปฮ่องกง และนั่งเครื่องบินต่อมาลงที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย หลังจากนั้นมีรถมารับ ซึ่งเป็นรถของบริษัท และพาเรามาที่ อ.แม่สอด โดยมีการเปลี่ยนรถ 3 ครั้ง ก่อนที่จะพาเรามาถึงริมแม่น้ำ จากนั้น ได้ข้ามแม่น้ำบริเวณชายแดนไทยเมียนมา ซึ่งเราไม่สามารถเดินทางกลับได้ เพราะเราไม่มีทางเลือก และเราต้องข้ามไปอย่างเดียว นั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมเราถึงต้องทำงานอยู่ในบริษัท และได้ทำงานอยู่เป็นเวลา 4 เดือน
ส่วนที่เดินทางไปทำงานในเมียนมานั้น ตนเองไม่รู้ว่าต้องไปเป็นสแกมเมอร์ ซึ่งได้รับข้อเสนอให้มาทำที่ประเทศไทย โดยเสนอเงินเดือน 1,500 ดอลลาร์ เราคิดว่ามันเป็นข้อตกลงที่ดีดีมาก ซึ่งตัดสินใจบินมา
เราถูกเสนอให้มาเป็นคอลเซ็นเตอร์ของอเมซอน ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ และเป็นที่รู้จัก นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงตัดสินใจที่จะเดินทางมาทำงาน แต่เมื่อเดินทางมาถึง พวกเขาเหล่านั้นได้อธิบายว่าเราต้องเป็นสแกมเมอร์ และปลอมแปลงเป็นคนอื่น ซึ่งเป็นผู้หญิง โดยพวกเขามีรูปภาพของผู้หญิงหลายคน ซึ่งจะใช้เป็นรูปโปรไฟล์ในการพูดคุยกับคนที่จะไปหลอก แล้วจะไปคุยกับคนอาหรับ หรือคนยุโรป ซึ่งเราต้องทำเหมือนว่าเราเป็นผู้หญิงคนนั้นเพื่อที่จะไปหลอก
เหยื่อรายนี้ ยังเล่าอีกว่า ตลอดเวลาที่อยู่ที่นั่น น่ากลัวมาก เพราะมีแต่การทำโทษ ทุบตี ทรมาน ใช้ไม้ช็อตไฟฟ้า ใช้ทุกอย่างที่จะทำโทษเราได้ โดยเฉพาะจะมีห้องหนึ่ง ที่เราเรียกมันว่าห้องดำ ที่จะมีการทำโทษทุกรูปแบบ เช่น การใส่กุญแจมือ ซึ่งยังคงมีร่องรอยลงเหลืออยู่ ตนถูกลงโทษจนไม่สามารถที่จะนับครั้งได้ โดนทุกวัน โดยเฉพาะวันที่พวกตนทำยอดไม่ได้ตามเป้า