CRIME

ไทย-กัมพูชา​ ทลายฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ปอยเปต รวบ 63 คนไทย​ เสียหายกว่า 710 ล้าน

ไทยจับมือกัมพูชา​ ทลายฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ปอยเปต รวบ 63 คนไทย​ โยง​ 1,154 เคสไอดี เสียหายกว่า 710 ล้าน กัมพูชาส่งตัวกลับไทย​ 56 ราย​ ควบคุมดำเนินคดีต่อ

วันนี้ (1 เม.ย.​ 68) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ และผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย​ นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. และเจ้าหน้าที่​ แถลงผลกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รับตัวคนไทย 56 คน จากเมืองปอยเปต​ กัมพูชา มาดำเนินคดี เชื่อมโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 1,154 คดี สร้างความเสียหายกว่า 709 ล้านบาท

พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า​ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2568 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา สั่งการให้ตำรวจกัมพูชากวาดล้างตรวจค้นพื้นที่ 2 จุดในเมืองปอยเปต โดยจุดสำคัญคือตึก RMG 12 ชั้น ซึ่งเป็นแหล่งที่ตั้งของแก๊งคอลเซ็นเตอร์คนไทยที่ทำหน้าที่หาคนไทยมาเปิดบัญชีม้าและบัญชีคริปโต และการสแกนหน้าเพื่อหลอกลวงคนไทย

การกวาดล้างดังกล่าว​ สามารถจับกุมคนไทยได้ 63 คน แยกเป็นชาย 41 คน หญิง 22 คน ยึดคอมพิวเตอร์ 33 เครื่อง มือถือ 65 เครื่อง บัตรประชาชนไทย 65 ใบ หนังสือเดินทางไทย 2 เล่ม โดยตำรวจกัมพูชานำคนไทย 7 คน เป็นชาย 6 คน หญิง 1 คน ซึ่งคาดว่าเป็นระดับสั่งการ​ ไปขยายผลดำเนินคดีในส่วนที่เกี่ยวข้อง และส่งคนไทย 56 คน กลับมาดำเนินคดีในไทย

จากการตรวจสอบพบว่าคนไทยทั้งหมด 56 คน เป็นชาย 35 คน หญิง 21 คน เป็นเด็กอายุ 3 ปี 1 คน เด็ก 8 ปี 1 คน มีหมายจับ 5 คน เกี่ยวข้องกับ case ID 1,154 คดี มูลค่าความเสียหาย 709,495,881 บาท ไม่พบว่าบุคคลเหล่านี้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ ผู้ที่ถูกส่งตัวกลับ​ เดินทางข้ามช่องธรรมชาติผิดกฎหมาย 53 คน และทุกคนไม่มีร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกาย

ผู้ต้องหาส่วนใหญ่เริ่มต้นจากการถูกชักชวนผ่านโซเชียลให้ไปทำงาน ถูกพาไปเปิดบัญชีธนาคารโดยรับค่าจ้าง 3-5 พันบาทต่อบัญชี มีการรวบรวมม้ารับจ้างเปิดบัญชี โดยจะมีรถมารับถึงที่บ้านไม่เสียค่าใช้จ่าย แล้วนำพาข้ามแดนผิดกฎหมาย ก่อนจะให้ไปอยู่รวมกันที่ตึกทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น ที่เมืองปอยเปต จัดแบ่งพื้นที่พักอาศัยแยกตามเพศ ภายในบ้านมีฟูกสำหรับการพักอาศัย รวมถึงมีการจัดหาอาหารให้

อย่างไรก็ตาม​ ศาลอาญาอนุมัติออกหมายจับทั้งหมด 54 คน​ ในข้อหา “ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน​ และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” ขณะนี้ได้ถูกควบคุมตัวตามกระบวนการทางกฎหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Related Posts

Send this to a friend

Thailand Web Stat