’ชัชชาติ‘ แถลงคืบหน้าภารกิจค้นหา 73 ผู้สูญหายใต้ซากอาคาร สตง. ถล่ม ยังหวังพบผู้รอดชีวิต
’ชัชชาติ‘ นำทีมแถลงคืบหน้าภารกิจค้นหา 73 ผู้สูญหายใต้ซากอาคาร สตง. ถล่ม ชี้ ผู้เชี่ยวชาญ ยังหวัง พบผู้รอดชีวิต ขณะที่ตรวจพบ ร่างผู้เสียชีวิตอีก 12 ราย แต่ยังไม่สามารถนำออกมาได้ เน้น ภารกิจนำผู้รอดชีวิตออกมาก่อน
วันนี้ (1 เม.ย. 68) เวลา 16:50 น. ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ นำโดย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมด้วย รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. นายสุริยชัย รวิวรรณ ผอ.สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ นายเอกวรัญญู อัมระปาล โฆษก กทม. และ น.ส.ภัทร์กร สินสุข ผู้อำนวยการเขตจตุจักร ร่วมแถลงข่าวความคืบหน้าภารกิจการค้นหาผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ที่ถล่มลงมา ว่า ขณะนี้ปฏิบัติการอยู่ในขั้นตอนการค้นหาผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง
โดยได้เริ่มดำเนินการเคลื่อนย้ายสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ตั้งแต่เวลา 18:00 น. ของเมื่อวานที่ผ่านมา โดยทีมกู้ภัยนานาชาติผู้เชี่ยวชาญระดับโลกได้ติดตั้งเครนขนาด 600 ตัน 1 ตัว, 500 ตัน 1 ตัว และ 200 ตัน 2 ตัว เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงาน ซึ่งสามารถเริ่มยกซากปรักหักพังได้ตั้งแต่เวลา 08:00 น. ซึ่งได้ดำเนินการยกไปแล้วตามกำหนดภายในเที่ยงวัน และจะทยอยยกอีก 6-7 ชิ้น เพื่อเข้าสู่โครงสร้างด้านใน
นายชัชชาติ ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่พบสัญญาณชีพ แต่มีการตรวจพบร่างผู้เสียชีวิตประมาณ 12 ร่าง อย่างไรก็ตาม การนำร่างออกมาไม่ใช่เป้าหมายหลักในขณะนี้ ทีมกู้ภัยจะเน้นค้นหาผู้รอดชีวิต และนำร่างที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายออกมาก่อน ส่วนร่างที่อยู่ลึก และมีสิ่งกีดขวางทับถมจะยังไม่ดำเนินการ เพื่อเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต โดยจะมีการลาดตระเวนสำรวจอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืน เนื่องจากทีมผู้เชี่ยวชาญต่างชาติยังคงมีความหวังในการค้นหาผู้รอดชีวิต ซึ่งทุกหน่วยงานยังคงปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ รวมทั้งกรมโยธาธิการและผังเมือง ได้ประสานงานเพื่อเก็บหลักฐาน ซึ่งทาง กทม.ได้ให้ความร่วมมือ
นายชัชชาติ ยังกล่าวถึงการคาดการณ์จำนวนผู้รอดชีวิตว่า ไม่สามารถระบุเป็นเปอร์เซ็นต์ได้ แต่ทีมงานยังคงมีความหวัง และปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยจากการสำรวจภายใน พบว่าอุณหภูมิไม่สูงมาก และมีโพรงอากาศอยู่ ซึ่งอาจทำให้ผู้ที่ติดอยู่สามารถรอดชีวิตได้ หากไม่ถูกทับถมโดยตรง
แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่มีการเผยแพร่เกี่ยวกับจำนวนผู้สูญหายที่สแกนพบ 50-60 คนนั้น เป็นเพียงการประมาณการของเครื่องมือ ซึ่งอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด และการประเมินสถานการณ์ที่ไม่ถูกต้อง จึงขอความร่วมมือทุกฝ่ายให้ติดตามข้อมูลจากการแถลงข่าวของหน่วยงานหลัก
สำหรับร่างผู้เสียชีวิต 12 ร่างที่ตรวจพบนั้น เป็นจุดที่มีการสำรวจ และพบชิ้นส่วน เช่น มือหรือขา แต่ยังไม่สามารถนำออกมาได้ทันที โดยจุดที่พบร่างจำนวนมากคือโซน B และโซน C ซึ่งเป็นบริเวณบันไดหนีไฟ และเชื่อมต่อกับอาคารจอดรถด้านหลัง ส่วนโซน A และโซน D มีโอกาสรอดชีวิตน้อย เนื่องจากโครงสร้างมีการทับซ้อนกันในลักษณะแพนเค้ก และการเข้าช่วยเหลือเป็นไปด้วยความยากลำบาก ผู้เชี่ยวชาญจึงจำเป็นต้องสอบถามข้อมูลจากผู้รอดชีวิตเพื่อระบุจุดที่มีผู้คนหนีภัยมามากที่สุด ซึ่งข้อมูลเบื้องต้นระบุว่าเป็นโซน B และโซน C
ส่วนอุปสรรคในการปฏิบัติงานคือ ความไม่มั่นคงของซากปรักหักพังที่มีขนาดใหญ่ ทำให้รถยกอาจมีกำลังไม่เพียงพอ จึงต้องมีการตัดแยกชิ้นส่วนให้เล็กลงก่อนทำการยก การปฏิบัติงานในขณะนี้มีลักษณะเหมือนการปอกหัวหอม คือการเปิดชั้นทีละชั้น ๆ และส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปสำรวจในแต่ละชั้น จึงขอให้ติดตามข้อมูลจากการแถลงข่าวของหน่วยงานหลัก เนื่องจากมีหลายหน่วยงานเข้าร่วมปฏิบัติการ
การปฏิบัติงานจะคัดเลือกเจ้าหน้าที่ให้ตรงกับภารกิจ โดยจะใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้นหาในการค้นหาผู้สูญหาย และใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ร่างในการนำร่างออกมา
นายชัชชาติ กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีการระดมกำลัง และทรัพยากรเพียงพอแล้ว หากมีสิ่งใดขาดแคลนจะมีการร้องขออย่างแน่นอน เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญจากนานาชาติได้รวมตัวอยู่ที่นี่แล้ว นอกจากนี้ ได้มีการย้ายกองบัญชาการส่วนหน้า จากพื้นดินไปอยู่ที่ชั้น 5 ของลานจอดรถ เพื่อให้สามารถมองเห็นพื้นที่โซน B และ C ได้ทั้งหมด และยืนยันว่าจะร้องขอความช่วยเหลือหากมีความจำเป็น
อุปกรณ์ที่ต้องการในขณะนี้คือ อุปกรณ์การตัด ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนเพียงพอแล้ว ส่วนประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับการขนย้ายเศษซากอาคาร ได้มีการนำไปไว้ที่บริเวณทางรถไฟใกล้ศาลเยาวชนแล้ว สำหรับเรื่องหลักฐาน ทางกรมโยธาธิการได้เข้ามาพูดคุยแล้ว แต่ในขณะนี้เน้นการช่วยเหลือผู้สูญหายเป็นอันดับแรก การเก็บหลักฐานสามารถดำเนินการเพิ่มเติมภายหลังได้ และยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่ ส่วนเรื่องการตรวจสอบเหล็กนั้น ขอสงวนความเห็นเนื่องจากมีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง